“เสือเหลือง – สิงห์หนุ่ม – เสือใต้” กับ ศึกแย่งชิง เจ้าแห่งบุนเดสลีกา

“เสือเหลือง – สิงห์หนุ่ม – เสือใต้” กับ ศึกแย่งชิง เจ้าแห่งบุนเดสลีกา

February 18, 2019 0 By theadmin

ศึกแย่งชิง เจ้าแห่งบุนเดสลีกา ปีนี้กำลังดุเดือดเข้มข้นกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัปดาห์ที่จ่าฝูงอย่าง “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ พลาดท่าทำได้แค่เสมอกับ ฮอฟเฟนไฮม์ 3-3 ชนิดว่านำไปก่อนถึง 3-0 แต่กลับโดนบดจดพลาดเจ๊าท้ายเกมอย่างน่าเขกกะโหลกตัวเอง

รองจ่าฝูง “สิงห์หนุ่ม” โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ก็เป็นอีกทีมที่ร่วมสะดุดหยุดรอ “เสือใต้” ด้วยเช่นกัน โดน แฮร์ธ่า เบอร์ลิน บุกไปถล่มถึงถิ่น 3-0 เป็นฟอร์มอันย่ำแยในรอบหลายเดือนของลูกทีม ดีเตอร์ เฮคกิ้ง เลยทีเดียว

และในจังหวะที่สองทีมนำพร้อมใจกันพลาด “แชมป์เก่า” บาเยิร์น มิวนิค ก็ไม่ปล่อยให้โอกาสอันงดงามนี้ลอยนวล เปิดบ้านทุบ ชาลเก้ ที่ปีนี้ฟอร์มย่ำแย่เหลือเกิน เอาชนะไปได้ 3-1 แซงขึ้นมารั้งรองจ่าฝูงแทนที่ กลัดบัค และที่สำคัญคือ พวกเขาไล่จี้ ดอร์ทมุนด์ เหลือเพียงแค่ 5 คะแนน เท่านั้น

Bundesliga

ต้องบอกว่าปีนี้ ศึกแย่งชิงถาดแชมป์สนุกตื่นเต้นกว่าในรอบหลายปี มันไม่ใช่ซีซั่นที่ “พี่เสือ” แห่งแคว้นบาวาเรีย จะมาเร่งเครื่องฉีกหนีผู้ท้าชิงขาดเป็นวิ่น ๆ เหมือนอย่างที่เราเห็นกันชินตา กลับกลายเป็นว่าปีนี้ บาเยิร์น ต้องมารับบทบาทเป็นผู้ไล่ล่าเสียเอง

กับโปรแกรมที่เหลือเพียง 13 นัด เรียกได้ว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อกันเลยทีเดียว เราจะพาแฟนบอลทุกท่านไปเช็คความพร้อม ขุมกำลัง รวมถึงเกมสำคัญของสามทีมลุ้นแชมป์กันดีกว่า เผื่อจะช่วยให้พวกเราได้เห็นภาพของ “แชมเปี้ยน” ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ศึกแย่งชิง เจ้าแห่งบุนเดสลีกา ถ้วยนี้จะเป็นของใคร

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

โบรุสเซีย-ดอร์ทมุนด์

ยังคงเป็นคู่ปรับตัวฉกาจของ บาเยิร์น มิวนิค อยู่เสมอ แถม ดอร์ทมุนด์ เนี่ยแหละ คือทีมสุดท้ายที่ยัดเยียดให้พลพรรคเสือใต้ได้ลิ้มรสชาติเบียร์เจื่อน ๆ ในฐานะรองแชมป์

การเข้ามาของ ลูเซียง ฟาร์ฟ บุนเดสเทรนเนอร์คนเก่ง ถือว่าทีมเลือกได้ถูกคนเป็นอย่างมาก เพราะ ฟาร์ฟ นั้นขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องของการให้โอกาสนักเตะดาวรุ่ง ถนัดการใช้พวกพลังหนุ่มเป็นขุมกำลังหลักในการสร้างทีม ณ ถิ่น ซิกนัล อีดูน่า ปาร์ค เองนี้ก็มีให้เลือกใช้สอยกันจนลายตา

ยิ่งการได้ มาร์โก รอยส์ อดีตศิษย์รักก้นกุฏิเป็นแม่ทัพ ไม่ว่า ฟาร์ฟ จะหยิบผู้เล่นคนไหนมาผสมผสานกับแผนการเล่นอะไร จนถึงกระทั่งตอนนี้ ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเป็นใจไปซะหมด

แม้จะต้องเสีย คริสเตียน พูลิซิช แน่ ๆ แล้ว เมื่อตกลงย้ายไปอยู่ เชลซี แต่ด้วยเม็ดเงินกว่า 50 ล้านยูโร ที่ได้ตอบแทน ก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อกับสัญญาที่เหลืออยู่เพียงแค่ปีเดียว แถมกว่าเจ้าตัวจะไปก็ช่วงซัมเมอร์นู่น แต่การเสียปีกรูปหล่อชาวมะกัน จะไม่ได้ทำแฟน ๆ เสือเหลือง ช้ำใจแต่อย่างใดเลย เมื่อพวกเขามีดาวดวงใหม่ที่ชื่อว่า “เจดอน ซานโช่”

มาร์โก รอยส์, เจดอน ซานโช่, ยาค็อบ บรูโน่-ลาร์เซ่น, มาริโอ เกิทเซ่ และเพชฌฆาตคนใหม่ของทีม ปาโก อัลกาเซร์ เป็นส่วนผสมที่ลงตัวในแนวรุก แดนกลางยิ่งได้ เอ็กเซล วิตเซล กับ โธมัส เดลานี่ย์ มาผนึกร่วมกับคนที่มีอยู่ยิ่งทำให้ เสือเหลือง แกร่งขึ้นไปอีก ถึงแนวรับจะมีผิดพลาดบ้าง เนื่องจากเต็มไปด้วยนักเตะดาวรุ่ง แต่พวกเขาก็ยังมีเกมรับเหนียวแน่นเป็นอันดับสามของลีก

ด้วยฟอร์มกาเล่นของ ดอร์ทมุนด์ เวลานี้ หากสามารถประคองช่องว่าง 5 คะแนน นี้ไปได้เรื่อย ๆ เกมชี้ชะตาของพวกเขาคงจะหนีไม่พ้น ศึก “แดร์ คลาซิเกอร์” ที่จะต้องยกทัพไปเยือน บาเยิร์น แต่ต้องให้พวกเขาปราชัย พวกเขาก็ยังมีโควต้าให้พลาดได้อีก 1 เกม แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ โมเมนตั้มและกำลังใจที่มันจะเสียไปจากศึกครั้งนี้เสียมากกว่า

ส่วนอีกหนึ่งแมตช์สำคัญคือ นัดสุดท้ายที่พวกเขาต้องบุกไปเยือน กลัดบัค หากเป็นอย่างที่เราคิดกันจริง ๆ ช่องว่าง 2 แต้ม จะทำให้เกมสุดท้ายนั้นมีความหมายและคงหวดกันแบบลืมตายแน่ ๆ


บาเยิร์น มิวนิค

บาเยิร์น-มิวนิค

เป็นซีซั่นที่ท้าทายอย่างมากจริง ๆ สำหรับ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค เพราะหนนี้พวกเขามาในฐานะของผู้ไล่ล่า แตกต่างไปจากหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมาที่พวกเขาเองมักจะเป็นผู้ที่อยู่บัลลังก์จ่าฝูงเสียมากกว่า

ถือว่าเป็นงานที่ท้าทายของ นิโก้ โควัช เป็นอย่างมาก แต่จะบอกแบบนี้ก็ไม่ถูกเท่าไหร่ ในเมื่อตัวเขาเองนั่นแหละที่ทำให้มันกลายเป็นของยากมากขึ้นกว่าเดิม หลายครั้งหลายคราที่เจ้าตัวทำผลงานให้บอร์ดบริหารปวดเศียรเวียนเกล้า จนพาตัวเข้าไปอยู่ในจุดเสี่ยงจะกระเด็นจากบังเหียน

งานของเขากับ ไอน์ทรัค แฟร้งเฟิร์ต มันเป็นคนละสไตล์กัน เมื่อเขาก้าวเท้าเข้ามาที่นี่ อะไรที่เคยทำได้ที่นั่น มันก็อาจจะไม่เวิร์คกับที่นี่ และ โควัช ก็ไม่ใช่กุนซือเทวดา การปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่นมันก็ต้องใช้เวลากันบ้าง

เก้าอี้ของ โควัช เคยสั่นคลอนอย่างหนักช่วงที่เขาพาทีมปราชัยในศึก “แดร์ คลาซิเกอร์” แต่หลังจากพุ่งชนความพ่ายแพ้ในครั้งนั้น “เสือใต้” ก็เข้าเบรคไม่แพ้ใคร 10 เกมรวด เป็นชัยชนะถึง 8 เกม ก่อนจะมาสะดุดในเกมกับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน แต่พวกเขาก็กลับมาได้อย่างถูกที่ถูกเวลาในสัปดาห์ล่าสุด

ขุมกำลังของ บาเยิร์น หากเทียบกับทีมอื่น ๆ แล้ว นับว่าพวกเขาได้เปรียบอยู่หลายช่วงตัว แม้ ร็อบเบน & ริเบรี่ จะโรยรา แต่ความสามารถที่สองคนนั้นมี ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์บนเวทีบุนเดสลีกาได้แบบสบาย ๆ แถมเลือดใหม่อย่าง เลออน เกอเรตซ์ก้า และ แซร์จ นาบรี้ นั้นเริ่มดีวันดีคืน ยิงไป 6 กับ 5 ประตู ตามลำดับ ส่วน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ก็ไม่มีปัญหาในการจบสกอร์ ทะลวงตาข่ายให้ทีมไปแล้วถึง 13 ลูก 7 แอสซิสต์

ว่ากันตามตรงปัญหาของ บาเยิร์น นอกจากเป็นปีแรกของ โควัช แล้ว ก้างชิ้นใหญ่อย่าง ดอร์ทมุนด์ ที่ได้ ฟาร์ฟ มาคุมทีมเนี่ยแหละ คือสิ่งที่ทำให้ บาเยิร์น ปีนี้ต้องเหนื่อยหน่อยหากคิดจะป้องกันแชมป์

ส่วนเกมสำคัญ ๆ ก่อนจะถึง “แดร์ คลาซิเกอร์” มีเกมที่พวกเขาต้องบุกไปตัดแต้มกันเองกับ กลัดบัค ก่อน และอีกสองเกมหนักคือนัดรองสุดท้ายที่ต้องไปเยือน ไลป์ซิก และหากจะต้องไปตัดสินกันจนถึงเกมสุดท้ายจะเป็นอะไรที่คลาสสิคมาก เพราะชะตาของ โควัช นั้นจะขึ้นอยู่กับ ไอน์ทรัค แฟร้งเฟิร์ต ทีมที่สร้างชื่อทำให้เขาได้มาอยู่ที่นี่


โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค

โบรุสเซีย-มึนเช่นกลัดบัค

“ม้ามืด” สำหรับฤดูกาลนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลูกทีมของ ดีเตอร์ เฮคกิ้ง เมื่อเขาพาทีม “สิงห์หนุ่ม” บินสูงอย่างต่อเนื่องยาวนานจนผ่านเลยครึ่งฤดูกาลแล้ว จุดเด่นสำคัญในซีซํ่นนี้ของ กลัดบัค เมื่อ เฮคกิ้ง ทำให้ถิ่น โบรุสเซีย พาร์ค กลายเป็นนรกของผู้มาเยือน

จาก 10 เกมในบ้าน พวกเขาเก็บชัยได้ถึง 9 เกม แพ้แค่เพียงนัดเดียว และทีมที่พวกเขาเพลี่ยงพล้ำให้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็น ดอร์ทมุนด์ ที่มี ลูเซียง ฟาร์ฟ อดีตกุนซือของกลัดบัค และเป็นจ่าฝูงของบุนเดสลีก้าในเวลานี้นั่นเอง

แม่ทัพสำคัญของ “สิงห์หนุ่ม” ในฤดูกาลนี้ คือ ธอร์ก็อง อาซาร์ น้องชายของสตาร์ดัง เอแด็น อาซาร์ ที่ร่ายมนตร์ทั้งยิงทั้งจ่ายรวมกันถึง 16 ลูก แบ่งเป็น 9 ประตู กับ 7 แอสซิสต์ และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือ อเล็กแซนดร์ เปลอา ตัวสำคัญที่ทีมดึงเข้ามาในฤดูกาลนี้ ผ่านมา 21 เกม บอกเลยว่าสอบผ่านเป็นที่เรียบร้อย เมื่อกดไป 10 ประตู นำเป็นดาวซัลโวของทีมอยู่ในตอนนี้

จนถึงตอนนี้ เฮคกิ้ง ยังคงถ่อมตัว ไม่หวังสูงจนเกินไป มองว่าการกอบโกยคะแนนในช่วงครึ่งซีซั่นแรกนั้นเป็นกำไรที่จะพาให้ กลัดบัค ได้ไปกรุยเงินในแชมเปี้ยนลีกเสียมากกว่า แต่การที่พวกเขามีแต้มตาม ดอร์ทมุนด์ แค่ 7 คะแนน ยังไงก็ต้องใส่ชื่อพวกเขาเป็นแคนดิเดตในการลุ้นแชมป์ด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้

ด้วยขนาดของทีมที่ไม่ใหญ่นัก ทำให้ทีมต้องสลับสับเปลี่ยนให้ตัวหลักได้พักบ้าง แต่ผู้เล่นอย่าง โยนาส ฮอฟมันน์, ราฟฟาเอล, พาทริค แฮร์มันน์ พอได้โอกาสลงไปโชว์ฝีเท้าก็ต่างทำผลงานได้เป็นอย่างดี

หากคิดจะไปให้สุดจนจบซีซั่น พวกเขานั้นจำเป็นต้องรักษาฟอร์มอันดุร้ายยามเฝ้าบ้านให้อยู่ตลอดไปจนจบฤดูกาลนี้ เพราะจาก 13 เกมที่เหลือ กลัดบัค จะได้เล่นใน โบรุสเซีย พาร์ค ถึง 7 เกม รวมถึงเกมสุดสำคัญ ที่พวกเขาต้องเจอ บาเยิร์น มิวนิค ช่วงต้นเดือนมีนาคมด้วย

ภาพเริ่มจะชัดเจนขึ้นทุกที ๆ แล้ว สำหรับการแย่งบัลลังก์แชมป์บุนเดสลีก้า กูรูหลายคนมองว่า สุดท้ายแล้วน่าจะเหลือเพียงแค่ ดอร์ทมุนด์ กับ บาเยิร์น เท่านั้นที่จะเบียดบี้กันไปจนถึงช่วงท้ายของฤดูกาล แต่ใครจะไปรู้ บางที “ตาอยู่” อย่าง กลัดบัค อาจอาศัยจังหวะชุลมุน ปาดหน้ายักษ์ใหญ่ทั้งสองขึ้นไปเถลิงแชมป์ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในโลกลูกหนัง ที่ต่างเต็มไปด้วยเรื่องพลิกล็อคและพล็อตมหัศจรรย์เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ

อ่าน “ชื่อชั้นเป็นรอง แต่ผลประลองสุดเทพ” 6 นักเตะ อันเดอร์เรท ซีซั่นนี้


ข่าวสารอื่นๆ ใน บอลออนไลน์ https://www.5league.com

และ FB 5 ลีก ดอท คอม

Please follow and like us:
0