7 อันดับ นักเตะ ที่ ค่าตัวแพง ที่สุดของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

7 อันดับ นักเตะ ที่ ค่าตัวแพง ที่สุดของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

June 10, 2019 0 By theadmin

หลังจากที่พลพรรค “แมนเชสเตอร์ ซิตี้” คว้าแชมป์ ลีกคัพ ไปครองได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะ เชลซี ในการดวลจุดโทษ เมื่อวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา เป็นเหมือนการแสดงให้เห็นว่าพวกเขา คือ ทีมที่ดีที่สุดใน พรีเมียร์ลีก อย่างแท้จริง

นับเฉพาะช่วงเวลาที่ กลุ่มทุนอาบู ดาบี ซึ่งนำโดยชีค มานซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร นี่ก็เข้าปีที่ 11 พวกเขาได้สร้าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จากทีมกลางตารางค่อนไปทางล่าง ให้ขึ้นมาเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเกาะอังกฤษได้สำเร็จ ซึ่งถ้านับรวมถ้วย ลีกคัพ ที่พวกเขาเพิ่งคว้าไปแล้วล่ะก็ นี่เป็นถ้วยใบที่ 8 แล้วที่พวกเขาทำได้ในรอบ 10 ปี

ซึ่งถ้านับตั้งแต่ฤดูกาล 2010-2011 พวกเขาคือทีมที่คว้าแชมป์ได้มากที่สุดเหนือทุกทีมบนเกาะอังกฤษ ซึ่งการยกระดับทีมนั้น จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลในการลงทุน มีนักเตะค่าตัวระดับพระกาฬหลายต่อหลายคนย้ายเข้ามาสูถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม ในยุคของท่านชีคฯ วันนี้ผมจึงอยากมาสรุปให้ทุกคนดูว่า

7 อันดับ นักเตะ ที่ ค่าตัวแพง ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ “เรือใบสีฟ้า” นั้นมีใครกันบ้าง

ถ้าพร้อมแล้วล่ะก็ไปดูกันเลย …

อันดับ 7 จอห์น สโตนส์ (เอฟเวอร์ตัน) / 47.5 ล้านปอนด์

จอห์น-สโตนส์

สโตนส์ หนึ่งในปราการหลังดาวรุ่งพรสวรรค์สูงคนหนึ่งใน พรีเมียร์ลีก ความนิ่ง กล้าเล่น ครองบอลดี และเปิดเกมได้ เป็นจุดเด่นของเขา สโตนส์ โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมภายใต้สังกัด เอฟเวอร์ตัน ซึ่งในช่วงตลาดซัมเมอร์ปี 2016 มีข่าวออกมาหนาหูว่าทีมยักษ์แห่งอังกฤษอย่าง เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่างพร้อมที่จะทุ่มเงินมหาศาลเพื่อคว้าตัวเจ้าหนุ่มรายนี้ ก่อนที่จะเป็น “เรือใบสีฟ้า” ที่เข้าวินคว้าตัว สโตนส์ ไปครอง

ด้วยค่าตัวมหาศาล ทำให้ในช่วงแรกเขาได้รับความกดดันพอสมควร และไม่ค่อยได้รับโอกาสลงสนามมากนัก แต่ภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะเห็นได้ว่า สโตนส์ ค่อยๆพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และดูเหมือนว่าเป๊ปเองก็ชื่นชอบฝีเท้าของ สโตนส์ อยู่ด้วย เชื่อได้เลยว่า นี่จะเป็นการลงทุนระยะยาวของ “เรือใบสีฟ้า” ที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน


อันดับ 6 ราฮีม สเตอร์ลิ่ง (ลิเวอร์พูล) / 49 ล้านปอนด์

ราฮีม สเตอร์ลิ่ง

สเตอร์ลิ่ง ย้ายมาร่วมทัพ “เรือใบสีฟ้า” ในช่วงตลาดซัมเมอร์ปี 2015 ด้วยค่าตัว 49 ล้านปอนด์ หลังจากที่เขาทำผลงานได้อย่างเยี่ยมในฤดูกาล 2013-2014 เป็นกำลังหลักช่วยให้ ลิเวอร์พูล จบในตำแหน่งรองแชมป์ และมีฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นมาโดยตลอด ก่อนที่ในช่วงตลาดซัมเมอร์ปี 2015 เจ้าตัวเริ่มมีอาการงอแง ไม่ยอมต่อสัญญาใหม่ที่ “หงส์แดง” ยื่นให้ สุดท้ายเป็น แมนซิตี้ ที่คว้าตัวเขาไปร่วมทีมในที่สุด

หลังจากที่ย้ายมายังถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม สเตอร์ลิ่ง โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมมาโดยตลอด เป็นกำลังหลักในทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โดยฤดูกาลก่อนที่ ซิตี้ คว้าแชมป์ลีกได้นั้น สเตอร์ลิ่ง ทำไปถึง 18 ประตู กับอีก 11 แอสซิสต์ ซึ่งดูเหมือนเจ้าตัวจะพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาเรื่อยๆ ล่าสุดเพิ่งต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมไปอีก 5 ปี รับค่าเหนื่อยสูงถึง 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ทำให้ปีกทีมชาติอังกฤษรายนี้จะอยู่กับทีมไปจนถึงฤดูกาล 2022-2023 เป็นอย่างน้อย


อันดับ 5 ไคล์ วอล์คเกอร์ (ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์) / 50 ล้านปอนด์

ไคล์ วอล์คเกอร์

แบ็คขวาจอมบุกทีมชาติอังกฤษ ย้ายมายังถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อช่วงตลาดซัมเมอร์ปี 2017 ซึ่ง ซิตี้ ต้องใช้เม็ดเงินมากถึง 50 ล้านปอนด์เพื่อคว้าตัวเขามาจาก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ทำให้การเซ็นสัญญาครั้งนี้เป็นถึงการเซ็นสัญญาผู้เล่นในตำแหน่งแบ็คที่มูลค่าสูงที่สุดในโลกอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะถูกทำลายลง

ซึ่งการย้ายมาร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ไม่ทำให้ตัวเขาเองหรือแฟนบอลต้องผิดหวัง วอล์คเกอร์ สามารถเข้ามายึดตำแหน่งตัวจริงของทีมได้ทันที โดยลงสนามในเกมลีกไปทั้งสิ้น 32 นัด แอสซิสต์ไป 6 ครั้ง เป็นกำลังหลักในแนวรับพาทีมคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาล 2017-2018 ไปครอง ซึ่งฤดูกาลล่าสุดเขาก็ยังคงเป็นตัวหลักให้กับทีม โดยลงสนามไปทั้งสิ้น 22 นัด


อันดับ 4 เบนจามิน เมนดี้ (โมนาโก) / 52 ล้านปอนด์

เบนจามิน เมนดี้

ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมของเขากับ โมนาโก ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องระเบิดคลังทุ่มเงินถึง 52 ล้านปอนด์ คว้าตัวเขามาร่วมทีม พร้อมเซ็นสัญญาเป็นระยะเวลา 5 ปีด้วยกัน

เมื่อย้ายมาเล่นในอังกฤษ เมนดี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความอันตรายของเขา ร่างกายที่แข็งแกร่ง เกมรุกอันจัดจ้าน สปีดที่รวดเร็ว และลูกครอสสุดอันตราย ทำให้ ซิตี้ แทบจะกลายเป็นทีมที่ไร้จุดอ่อน เมื่อได้เขามาเติมเต็ม

แต่ข้อเสียข้อใหญ่ของ เมนดี้ คืออาการบาดเจ็บที่ตามเล่นงานเขามาตลอดตั้งแต่ย้ายมาเล่นให้กับ ซิตี้ โดยถ้าหากนับตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว จนถึงปัจจุบัน ในสีเสื้อ “เรือใบสีฟ้า” เมนดี้ ลงเล่นให้กับทีมในลีกเพียงแค่ 16 นัดเท่านั้น (สำรอง 3)


อันดับ 3 เควิน เดอ บรอยน์ (โวล์ฟบวร์ก) / 54 ล้านปอนด์

เควิน เดอ บรอยน์

เคยประสบความล้มเหลวบนเวที พรีเมียร์ลีก กับ เชลซี ทำให้เจ้าตัวต้องย้ายออกไปพิสูจน์ตัวเองที่เยอรมันกับ โวล์ฟบวร์ก และโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดกับ “หมาป่าเมืองเบียร์” จน ซิตี้ ต้องยอมทุ่มเงินถึง 54 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าตัว เดอ บรอยน์ กลับมาพิสูจน์ตัวเองบนเกาะอังกฤษอีกครั้ง

กลับมารอบนี้เหมือนเป็นคนละคน เดอ บรอยน์ ได้พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาอย่างสุดยอดจนทำให้เหล่าแฟนบอล เชลซี ต่างต้องเสียดาย เขามีสิ่งที่มิดฟิลด์ระดับโลกต้องมีอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น ทักษะอันยอดเยี่ยม คุมเกมได้อย่างอยู่หมัด ครองบอลเหนียวแน่น คิลเลอร์พาสอันเฉียบคม การครอสบอลที่แม่นยำ และลูกยิงไกลแสนอันตราย

เดอ บรอยน์ ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งในวงการฟุตบอล ณ เวลานี้ และถูกประเมินค่าไว้มหาศาล ซึ่งเขานั้นเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่พา แมนซิตี้ เถลิงบัลลังก์แชมป์ พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้ว


อันดับ 2 ไอเมริค ลาปอร์ต (แธเลติก บิลเบา) / 58 ล้านปอนด์

ไอเมริค ลาปอร์ต

หนึ่งในปราการหลังดาวรุ่งที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมมาตลอดในช่วงที่เล่นอยู่ในสเปน จนเป็นที่หมายตาของเหล่ายักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป และสุดท้ายเมื่อตลาดหน้าหนาวฤดูกาล 2017-2018 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็คว้าตัวเขามาร่วมทีมได้สำเร็จ ด้วยจำนวนเงินมากมายถึง 58 ล้านปอนด์ ซึ่งค่าตัวของเขานั้นมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกในตำแหน่งกองหลัง รองจาก เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค (75 ล้านปนด์) เพียงคนเดียวเท่านั้น

ลาปอร์ต ใช้เวลาไม่นานก็สามารถสอดแทรกขึ้นมาเป็นผู้เล่นตัวหลัก และยึดตำแหน่งตัวจริงในทีมได้สำเร็จ ด้วยฟอร์มการเล่นที่เยี่ยมยอด ปัจจุบัน ลาปอร์ต เป็นกำลังสำคัญของทีมในภารกิจป้องกันแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018-2019 โดยลงสนามในลีกไปทั้งสิ้น 27 นัด ตัวสำรอง 1 นัด


อันดับ 1 ริยาด มาห์เรซ (เลสเตอร์ ซิตี้) / 60 ล้านปอนด์

ริยาด มาห์เรซ

และแล้วก็มาถึงอันดับที่ 1 นี่คือดีลที่มหาศาลที่สุดที่ “เรือใบสีฟ้า” ยอมทุ่มทุน นั่นคือการคว้าตัว ริยาด มาห์เรซ สุดยอดผู้เล่นตัวรุกจอมเทคนิคมาจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยจำนวนเงินถึง 60 ล้านปอนด์ ซึ่งฝีเท้าของเขานั้นอยู่ในระดับสุดยอด เป็นผู้เล่นที่ได้รับเครดิตมากที่สุดในการพา เลสเตอร์ ซิตี้ สร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2015-2016 พร้อมทั้งคว้ารางวัล PFA ในปีนั้นไปครอง ซึ่งหลังจากปีนั้นเจ้าตัวถูกยกให้เป็นหนึ่งในตัวรุกที่ดีที่สุดในโลก หลังจากนั้นในตลาดซัมเมอร์หนล่าสุดก็เป็น “เรือใบสีฟ้า” ที่คว้าตัวเขามาร่วมทีม

แต่ทว่าการย้ายมาร่วมถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม ของเขา ไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อเขาต้องพบกับความยากลำบากในการปรับตัวให้เข้ากับทีมใหม่ รวมไปถึงแผนการเล่น ทำให้เขายังไม่สามารถเรียกฟอร์มที่ดีที่สุดออกมาได้ และไม่ได้รับโอกาสในการลงเล่นเท่าที่ควร มาห์เรซ คงจะต้องใช้เวลาอีกสักพักในการปรับตัว แต่เชื่อเถอะว่าด้วยฝีเท้าระดับนี้ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปอย่างแน่นอน

อ่าน “หงส์แดง” กับ บทบาท พระรอง ที่ดีที่สุด ในประวัติศาสตร์


ข่าวสารอื่นๆ ใน บอลออนไลน์ https://www.5league.com

และ FB 5 ลีก ดอท คอม

Please follow and like us:
0